บทที่หนึ่ง
“ถึงแล้ว” ไอรีสพูด
ฉันมองไปรอบๆ ป่าที่มองเห็นเต็มไปด้วยชีวิตชีวา พุ่มไม้สีเขียวที่ขึ้นไปทั่วขวางทางเดินของพวกเรา เถาวัลย์ห้อยย้อยลงมาจากหลังคาป่า เสียงจุ๊กจิ๊กที่ไม่หยุดหย่อนของนกก้องเต็มหู สัตว์ขนฟูตัวเล็กๆที่ติดตามเรามาตลอดเวลาในป่ามองดูพวกเราจากที่ซ่อนหลังใบไม้ขนาดมหึมา
“ไหน” ฉันถาม เหลือบตามองไปที่เด็กหญิงทั้งสามซึ่งพวกเขาก็ยักใหญ่อย่างพร้อมเพรียงกัน มองดูงุนงงพอๆกับฉัน ท่ามกลางอากาศอบอ้าว ชุดผ้าสำลีบางๆของพวกเขาเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ ส่วนกางเกงสีดำและเสื้อเชิร์ตสีขาวของฉันก็ลู่แนบผิวที่เปียกชื้น พวกเราเหน็ดเหนื่อยจากการแบกกระเป๋าเดินทางหนักๆไปตามทางเดินเล็กๆในป่า และคันเพราะถูกแมลงที่ไม่รู้ชื่อกัดไปทั้งตัว
“บ้านป่าของพวกซัลทาน่า” ไอรีสพูด “และอาจจะเป็นบ้านของเธอ”
ฉันสำรวจความเขียวชอุ่มรอบๆ และมองไม่เห็นอะไรที่ดูเหมือนที่เป็นตั้งรกรากใดๆเลย ในระหว่างการเดินทางลงใต้ เมื่อไหร่ก็ตามที่ไอรีสแจ้งว่าเรามาถึงที่แล้ว เรามักจะอยู่ท่ามกลางเมืองเล็กๆหรือหมู่บ้าน ซึ่งจะมองเห็นบ้านที่สร้างด้วยไม้ หิน หรืออิฐ ตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่เพราะปลูกหรือฟาร์มที่ล้อมรอบอยู่เสมอ
ชาวเมืองที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีสดจะให้การต้อนรับพวกเรา เลี้ยงอาหารพวกเราท่ามกลางเสียงวุ่นวายและกลิ่นเครื่องเทศน์ และนั่งฟังเรื่องราวของพวกเรา จากนั้นจะมีครอบครัวที่ถูกเรียกมาเป็นการเฉพาะอย่างเร่งรีบ ท่ามกลางความตื่นเต้นและเสียงพูดคุย เด็กคนหนึ่งคนใดในกลุ่มของเขาซึ่งเติบโตขึ้นในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในดินแดนเหนือจะได้กลับสู่ครอบครัวที่พวกเขาไม่รู้เคยว่ามีอยู่
ผลที่ได้ก็คือ ยิ่งเดินทางลงใต้ในดินแดนไซเทียมากเท่าไหร่ กลุ่มของเราก็ยิ่งเล็กลงเท่านั้น ในเวลาไม่นาน เราก็ทิ้งอากาศเย็นของทางหนาวไว้เบื้องหลัง และตอนนี้ก็กำลังสุกอยู่ในอากาศร้อนอบอ้าวของป่า โดยไม่มีสัญญาณของเมืองให้เห็นแม้เพียงน้อย
“บ้านป่า?” ฉันถาม
ไอรีสถอนหายใจ ผมปอยเล็กๆหลุดจากมวยผมที่ถูกรัดแน่นของเธอ และสีหน้าเข้มงวดของเธอดูไม่เข้ากับรอยยิ้มบางเบาในนัยน์ตาสีเขียวมรกตของเธอสักเท่าไหร่
“เยเลน่า ภาพที่เห็นสามารถเป็นภาพลวงได้ ค้นหาด้วยจิตของเธอ ไม่ใช่ประสาทสัมผัส” เธอแนะนำ
ฉันลูบมือที่เปียกชื้นไปตามด้ามของพลอง พยายามตั้งสมาธิกับผิวสัมผัสที่เรียบลื่นของอาวุธในมือ จิตใจของฉันว่างเปล่า และเสียงวุ่นวายในป่าหายไปเมื่อฉันส่งการรับรู้ทางจิตออกไป ในสายตาของจิตของฉัน ฉันเลื้อยไปใต้พุ่มไม้พร้อมกันกับงู เพื่อหาแสงอาทิตย์ที่ส่องลอดใบไม้ลงมา ฉันปีนป่ายไปบนกิ่งไม้พร้อมๆกับสัตว์ขายาวอย่างง่ายดายราวกับว่าเรากำลังบินอยู่
จากนั้น เหนือขึ้นไป ฉันเดินไปมากับผู้คนระหว่างยอดไม้ จิตของพวกเขาเปิดกว้างและผ่อนคลาย ขณะกำลังตัดสินใจว่าเย็นนี้จะกินอะไรดี และพูดคุยถึงข่าวจากในเมือง แต่จิตดวงหนึ่งกำลังกังวลเกี่ยวกับเสียงจากป่าข้างล่าง มีอะไรบางอย่างผิดปกติ มีใครที่ผิดปกติอยู่ตรงนั้น อาจจะเป็นอันตรายก็ได้ ใครอยู่ในจิตฉัน?
ฉันดีดกลับเข้ามาในจิตตัวเอง โดยมีไอรีสจ้องอยู่
เธอพยักหน้า “แต่จงจำไว้ เยเลน่า เพียงเพราะว่าจิตของใครบางคนเปิดรับจิตของเธอ ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะได้รับอนุญาตให้เข้าไปในระดับที่ลึกลงไปในความคิดของพวกเขา เพราะนั่นเป็นการทำผิดประมวลกฎหมายจริยธรรม”
น้ำเสียงเธอกระด้าง อย่างผู้วิเศษระดับหัวหน้าตำหนินักเรียน
“ขอโทษ” ฉันพูด
เธอส่ายศีรษะ “ฉันลืมไปว่าเธอยังคงเรียนรู้อยู่ เราจำเป็นต้องกลับไปที่ป้อมปราการเพื่อเริ่มการเรียนของเธอ แต่ฉันเกรงว่าหยุดคราวนี้คงจะใช้เวลาสักพัก”
“ทำไมล่ะ”
“ฉันทิ้งเธอไว้กับครอบครัวเหมือนกับที่ทิ้งเด็กคนอื่นๆไม่ได้ และถ้าจะพาเธอไปในทันทีก็ดูจะโหดร้ายเกินไป”
ในทันใดนั้นเอง เราก็ได้ยินเสียงจากข้างบนตะโกนลงมา “เวเนตตาเดน” ไอรีสยกมือขึ้นและพึมพำอะไรบางอย่าง ในขณะที่ฉันรู้สึกว่ากล้ามเนื้อแข็งเกร็งก่อนที่จะทันต่อต้านเวทมนตร์ที่ปกคลุมพวกเรา ฉันขยับตัวไม่ได้เลย หลังจากที่รู้สึกตระหนกสักพักฉันพยายามทำให้จิตใจสงบลง พยายามสร้างปราการทางจิตแต่เวทมนตร์ที่ควบคุมฉันอยู่ทำลายกำแพงอิฐของฉันลงในทันทีที่ฉันสร้างมันขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไอรีสดูท่าทางไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย เธอตะโกนขึ้นไปบนยอดไม้ “พวกเราเป็นสหายของซัลทาน่า ฉัน ไอรีส จากตระกูลจิวเวลโรส ผู้วิเศษลำดับสี่ในสภา”
ถ้อยคำแปลกๆปรากฏขึ้นบนยอดไม้อีกครั้ง ขาฉันสั่นในขณะที่เวทมนตร์ที่ควบคุมฉันอยู่ถูกปลดออก ทำให้ฉันทรุดลงบนพื้นเพื่อรอให้อาการอ่อนแรงหายไป คู่แฝดเกรซน่ากับนิคคีลลี่ล้มลงพร้อมๆกันและครวญคราง ในขณะที่เมย์ลูบขาตัวเอง
“ท่านมาที่นี่ทำไม ไอรีส จิวเวลโรส” เสียงจากข้างบนถาม
“ฉันเชื่อว่าฉันอาจจะพบลูกสาวที่หายไปของท่าน” เธอตอบ ก่อนที่บันไดเชือกจะถูกหย่อนทะลุกิ่งไม้ลงมา
“ไปกันเถอะเด็กๆ” ไอรีสพูด “เอ้านี่ เยเลน่า จับฐานบันไดไว้ในขณะที่เราปีนขึ้นไป” ชั่วขณะหนึ่งฉันคิดอย่างน้อยใจว่า แล้วใครจะจับบันไดให้ฉันล่ะ ก่อนที่จะได้ยินคำเตือนอย่างรำคาญจากไอรีสในใจ เยเลน่า เธอจะไม่มีปัญหาในการปีนต้นไม้ บางทีฉันควรจะให้พวกเขายกบันไดขึ้นเมื่อถึงเวลาที่เธอต้องปีน เพราะเธออาจจะอยากใช้ตะขอและเชือกของเธอเองก็ได้
เธอพูดถูก ใช่แล้วล่ะ ฉันเคยใช้ต้นไม้เป็นที่ซ่อนตัวจากศัตรูตอนอยู่ในไอเซียโดยที่ไม่มีบันไดอำนวยความสะดวกด้วยซ้ำ และแม้แต่ตอนนี้ ฉันก็ยังสนุกที่จะ “เดิน” บนต้นไม้เป็นบางครั้งบางคราวเพื่อซ้อมมืออยู่เสมอ
ไอรีสยิ้มให้ฉัน บางทีมันอาจจะอยู่ในสายเลือดของเธอก็ได้
ฉันรู้สึกไม่สบายในท้องเมื่อนึกถึงมอกแกน เขาบอกว่าฉันถูกสาปด้วยเลือดของพวกซัลทาน่า ฉันไม่มีเหตุผลที่จะเชื่อผู้วิเศษจากแดนใต้ที่ตอนนี้หาชีวิตไม่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ฉันก็เลี่ยงที่จะถามไอรีสเกี่ยวกับพวกซัลทาน่า เพื่อที่ฉันจะได้ไม่มีความหวังมากเกินไปว่าฉันจะเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของเขา แม้แต่ตอนที่กำลังจะตาย ฉันรู้ว่ามอกแกนยังสามารถที่จะมีเล่ห์เหลี่ยมที่แหลมคมได้
มอกแกนกับริยาดลูกชายของนายพลบราเซลล์ได้ลักพาตัวฉันไปพร้อมๆกับเด็กคนอื่นๆจากไซเทียมากกว่าสามสิบคน ตกประมาณปีละสองคน ซึ่งพวกเขาได้นำเด็กชายและหญิงเหล่านี้ไปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของบราเซลล์ในแดนเหนือหรือเขตแดนไอเซียเพื่อใช้ในแผนการอันชั่วร้ายของพวกเขา เด็กทุกคนมีศักยภาพที่จะกลายเป็นผู้วิเศษเพราะพวกเขาเกิดมาจากครอบครัวที่มีพลังวิเศษที่แข็งแกร่ง
ไอรีสอธิบายให้ฉันฟังว่า พลังวิเศษเป็นพรสวรรค์ และในแต่ละตระกูลก็มีผู้วิเศษเกิดขึ้นเพียงไม่กี่คนเท่านั้น “และแน่นอนว่า ยิ่งมีผู้วิเศษในครอบครัวมากเท่าไหร่” ไอรีสพูด “ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะมีผู้วิเศษมากขึ้นในรุ่นต่อไป มอกแกนลองเสี่ยงกับการลักพาตัวเด็กที่อายุน้อยขนาดนั้น เพราะพลังวิเศษจะแสดงให้เห็นเมื่อเด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่”
“ทำไมถึงมีเด็กผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย” ฉันถาม
“ผู้วิเศษของเราที่เป็นชายมีเพียงสามสิบเปอร์เซนต์เท่านั้น และเบน บลัดกู๊ดเป็นเพียงคนเดียวที่มีพลังวิเศษถึงระดับหัวหน้า”
ขณะยึดบันไดเชือกที่ห้อยลงมาจากหลังคาป่าให้แน่น ฉันสงสัยว่ามีพวกซัลทาน่ากี่คนที่เป็นผู้วิเศษ ข้างๆฉัน เด็กหญิงทั้งสามจับชายชุดกระโปรงยัดเข้าไปในเข็มขัด ไอรีสช่วยเมย์เริ่มปีนเชือกจากนั้นตามด้วยเกรซน่าและนิคคีลลี่
ตอนที่เราข้ามชายแดนเข้าสู่ไซเทีย เด็กๆผู้หญิงไม่ลังเลที่จะเปลี่ยนชุดจากเครื่องแบบของไอเซียมาเป็นชุดผ้าฝ้ายสีสันสดใสหลากสีที่ผู้หญิงชาวใต้ใส่ ส่วนเด็กชายก็เปลี่ยนจากเครื่องแบบมาเป็นกางเกงผ้าฝ้ายธรรมดาๆกับเสื้อตัวโคร่งยาวถึงเข่าที่เรียกว่าทูนิค ในขณะที่ฉันใส่ชุดเครื่องแบบผู้ชิมของฉันจนกระทั่งความร้อนและความอบอ้าวบังคับให้ฉันต้องซื้อกางเกงผ้าฝ้ายของผู้ชายและเสื้อเชิร์ตมาใส่
หลังจากที่ไอรีสหายตัวเข้าไปในหลังคาป่าสีเขียว ฉันวางรองเท้าบูทบนห่วงเชือกอันล่างสุด เท้าฉันรู้สึกราวกับว่าบวมน้ำและถ่วงน้ำหนักของฉัน ความไม่เต็มใจเข้ายึดขาของฉันในขณะที่ดึงตัวเองขึ้นไปบนบันได เมื่อขึ้นไปได้ครึ่งทาง ฉันหยุด ถ้าหากว่าคนเหล่านี้ไม่ต้องการฉันล่ะ ถ้าหากเขาไม่เชื่อว่าฉันเป็นลูกสาวที่หายไป หรือหากว่าฉันโตจนพวกเขาไม่อยากจะยุ่งด้วยอีกต่อไปล่ะ
เด็กทุกคนที่ได้พบกับครอบครัวได้รับการยอมรับในทันที เด็กๆมีอายุระหว่างเจ็ดขวบถึงสิบสามปีซึ่งแปลว่าพวกเขาได้แยกจากครอบครัวไปเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น หน้าตา อายุ และแม้กระทั่งชื่อทำให้เป็นการง่ายที่จะบอกว่าเป็นเด็กที่หายไป และในตอนนี้กลุ่มของเราเหลือเพียงสี่คน คู่แฝดแท้เกรซน่าและนิคคีลลี่อายุสิบสาม เมย์อายุสิบสองปีซึ่งอายุน้อยที่สุดในกลุ่ม และฉันอายุยี่สิบปีซึ่งอายุมากที่สุด
ตามที่ไอรีสบอก พวกซัลทาน่าสูญเสียลูกสาวอายุหกขวบไปเมื่อสิบสี่ปีที่แล้ว และนั่นก็เป็นเวลานานเหลือเกิน และฉันก็ไม่ใช่เด็กอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม ฉันเป็นคนที่มีอายุมากที่สุดที่รอดจากแผนการของบราเซลล์และยังมีชีวิตอยู่ เมื่อเด็กที่ถูกลักพาตัวคนอื่นๆมีอายุเป็นผู้ใหญ่ เด็กๆที่มีพลังวิเศษจะถูกทรมานจนกระทั่งพวกเขายอมละทิ้งจิตวิญญาณให้กับมอกแกนและริยาด จากนั้นมอกแกนก็ใช้พลังวิเศษของนักโทษที่ไร้จิตวิญญาณนี้เพื่อเพิ่มพลังวิเศษให้ตัวเขา ทำให้เด็กๆกลายเป็นเพียงร่างกายที่มีชีวิตแต่ไร้จิตวิญญาณ
ไอรีสรับภาระในการแจ้งข่าวแก่ครอบครัวของเด็กๆเหล่านี้ แต่ฉันรู้สึกผิดอยู่เล็กๆที่เป็นเพียงคนเดียวที่รอดจากความพยายามในการกักขังจิตวิญญาณของมอกแกน แต่ถึงกระนั้นก็สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับฉันเช่นกัน
เมื่อคิดถึงการต่อสู้ดิ้นรนในไอเซียของตัวเองก็ทำให้ฉันคิดถึงเวเลค ความปวดร้าวของความคิดถึงเขากัดกินหัวใจฉันทั้งดวง ฉันเกี่ยวแขนเข้ากับบันไดและจับจี้ผีเสื้อที่เขาสลักให้ฉัน บางทีฉันอาจจะหาทางกลับไปไอเซีย เพราะในที่สุดแล้ว พลังวิเศษในกายฉันจะไม่ระเบิดเหนือการควบคุมแล้ว และฉันอยากจะอยู่กับเขามากกว่าที่จะอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้าชาวใต้ที่อาศัยอยู่บนต้นไม้ แม้แต่ชื่อของแดนใต้ ไซเทีย ฉันยังรู้สึกว่าฝืดข้นราวกับน้ำเชื่อมบูดในปากเลยทีเดียว
“เยเลน่า มาเสียทีสิ” ไอรีสเรียก “พวกเรากำลังรอเธออยู่”
ฉันกลืนน้ำลายและจับผมเปียยาวของตัวเอง ลูบผมให้เรียบและดึงยอดเถาวัลย์ที่เกาะติดผมอยู่ออกไป แม้ว่าจะเดินทางไกลมาในป่าแต่ฉันก็ไม่ค่อยเหนื่อยนัก แม้ว่าฉันจะสูงเพียงห้าฟุตสี่นิ้วซึ่งเตี้ยกว่าชาวไอเซียทั่วไป แต่ร่างกายฉันได้เปลี่ยนแปลงจากร่างกายที่ผอมแห้งเป็นมีกล้ามเนื้อในระหว่างปีกลายที่ใช้ชีวิตอยู่ในไอเซีย สิ่งที่แตกต่างคือการใช้ชีวิตของฉัน จากที่ต้องอดอาหารในคุกใต้ดิน ฉันกลายมาเป็นผู้ชิมอาหารให้ท่านผู้บัญชาการแอมโบรส สถานการณ์ของฉันดีขึ้นในแง่ร่างกาย แต่ฉันไม่สามารถพูดได้อย่างเดียวกันในทางด้านจิตใจในช่วงเวลานั้น
ฉันส่ายศีรษะ พยายามกำจัดความคิดเหล่านั้นออกไป และตั้งสมาธิกับสถานการณ์ตรงหน้า เมื่อปีนสูงขึ้นไปบนบันได ฉันคิดว่าฉันจะปีนขึ้นไปสู่กิ่งไม้กว้างหรือว่าแท่นกว้างบนต้นไม้เหมือนกับเชิงบันได แต่ฉันกลับพบตัวเองปีนเข้าไปในห้องแทน
ฉันมองไปรอบๆอย่างประหลาดใจ ผนังและเพดานห้องถูกสร้างขึ้นจากกิ่งและแขนงไม้ที่ถูกมัดรวมกัน แสงอาทิตย์ส่องลอดลงมาระหว่างช่องว่าง กิ่งไม้ถูกมัดรวมกันและทำเป็นเก้าอี้ โดยมีใบไม้ทำเป็นเบาะ ในห้องเล็กๆแห่งนี้มีที่นั่งอยู่สี่ที่
“คนนั้นเหรอ” ผู้ชายตัวสูงถามไอรีส เสื้อทูนิคผ้าฝ้ายและกางเกงขาสั้นของเขามีสีเดียวกับใบไม้ ผมหวีเรียบทาเจลสีเขียว นอกจากนั้นยังละเลงบนผิวที่โผล่พ้นเสื้อผ้าของเขาด้วย หน้าไม้และกระบอกลูกดอกห้อยอยู่เหนือไหล่เขา ฉันเดาว่าเขาคงจะเป็นผู้คุ้มกัน แต่ว่าเขาจำเป็นจะต้องมีอาวุธด้วยหรือถ้าหากว่าเขาเป็นผู้วิเศษคนที่เพิ่งทำให้เรากระดุกกระดิกไม่ได้ไป แต่ก็นั่นแหละ ไอรีสก็ต่อต้านเวทมนตร์นั้นได้อย่างไม่ยากเย็นเลย เธอสามารถเปลี่ยนทิศทางของลูกดอกได้ด้วยไหมนะ
“ใช่” ไอรีสพูดกับชายผู้นั้น
“เราได้ยินข่าวลือจากตลาด และคิดว่าท่านจะมาหาเราหรือเปล่า ผู้วิเศษลำดับที่สี่ โปรดรออยู่ที่นี่ ผมจะไปตามผู้อาวุโส”
ไอรีสทรุดตัวลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง ส่วนเด็กๆเดินสำรวจรอบๆห้อง และอุทานกับภาพวิวที่มองเห็นจากหน้าต่างเพียงบานเดียวในห้อง ฉันเดินไปมาในพื้นที่แคบๆนั้น ผู้คุ้มกันดูเหมือนจะหายตัวไปผ่านผนังห้อง แต่เมื่อพิจารณาอย่างถ้วนถี่ ฉันก็ค้นพบช่องว่างที่นำไปสู่สะพานซึ่งสร้างจากกิ่งไม้เช่นกัน
“นั่งลง” ไอรีสบอกฉัน “ทำตัวตามสบาย เธอจะปลอดภัยดีที่นี่”
“แม้จะได้รับการต้อนรับอย่างน่าอบอุ่นใจน่ะเหรอ” ฉันโต้
“เป็นขั้นตอนปกติ แขกที่ไม่มีผู้ติดตามเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก โดยปกตินักเดินทางจะจ้างพวกซัลทาน่านำทางเนื่องจากอันตรายที่มีมากในป่า เธอดูหงุดหงิดและต่อต้านนับตั้งแต่ฉันบอกว่าเรากำลังเดินทางมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านของพวกซัลทาน่า”
ไอรีสชี้มาที่ขาของฉัน “เธอยืนในท่าต่อสู้ เตรียมพร้อมตั้งรับการโจมตี คนพวกนี้เป็นครอบครัวของเธอ ทำไมเขาถึงจะอยากทำร้ายเธอ”
ฉันเพิ่งจะรู้ตัวในตอนนั้นเองว่าฉันดึงอาวุธออกมาจากหลังและถือในท่าเตรียมพร้อม ฉันผ่อนคลายท่าทางลงด้วยความยากลำบาก
“ขอโทษ” ฉันสอดพลองซึ่งเป็นท่อนไม้ขนาดยาวห้าฟุตกลับเข้าที่ตรงด้านข้างของกระเป๋า
ความกลัวต่อสิ่งที่ไม่รู้ทำให้ฉันเกร็ง ชั่วชีวิตของฉันในไอเซีย ฉันรับรู้มาว่าครอบครัวของฉันตายไปหมดแล้ว พวกเขาจากฉันไปอย่างไม่มีวันกลับ แต่แม้กระนั้น ฉันก็ยังฝันว่าฉันจะได้พบกับครอบครัวอุปภัมภ์ที่จะรักและดูแลฉัน ฉันเพิ่งจะเลิกจินตนาการแบบนั้นเมื่อถูกใช้ในการทดลองของมอกแกนกับริยาด และตอนนี้ที่ฉันมีเวเลค ฉันไม่รู้สึกว่าต้องการครอบครัวอีกต่อไป
“นั่นไม่จริงเลย เยเลน่า” ไอรีสพูดเสียงดัง “ครอบครัวของเธอจะช่วยเธอค้นหาตัวตนของเธอและหาเหตุผลว่าทำไมเธอจึงเป็นอย่างนั้น เธอต้องการพวกเขามากกว่าที่เธอคิด”
“ฉันคิดว่าเธอบอกว่าการอ่านความคิดคนอื่นผิดกฎหมายจริยธรรมของเธอเสียอีก” ฉันโกรธที่เธอล่วงล้ำเข้ามาในความคิดที่เป็นส่วนตัวของฉัน
“เราเชื่อมกันในฐานะครูและนักเรียน เธอเปิดทางให้ฉันเข้าไปในความคิดเธอได้อย่างเสรีโดยการยอมรับฉันในฐานะที่ปรึกษา การเปลี่ยนเส้นทางของน้ำตกยังง่ายกว่าตัดการเชื่อมต่อระหว่างเราเสียอีก”
“ฉันไม่เห็นจะจำได้ว่าเคยสร้างทางนั้นด้วย” ฉันบ่น
“ถ้าหากว่ามีความพยายามสร้างการเชื่อมต่อนั้นอย่างตั้งใจ มันจะไม่เกิดขึ้น” เธอจ้องหน้าฉันสักพัก “เธอไว้ใจและให้ความจงรักภักดีต่อฉัน เท่านั้นเองที่เป็นสิ่งที่จำเป็นในการสร้างสายสัมพันธ์ ขณะที่ฉันไม่ได้เข้าไปสืบรู้ถึงความคิดอันเป็นส่วนตัวของเธอ ฉันจะยังคงรู้สึกได้ถึงอารมณ์ที่ปรากฏขึ้นในระดับพื้นผิวของเธอ”
ฉันอ้าปากจะตอบแต่ผู้คุ้มกันผมสีเขียวกลับมาพอดี
“ตามผมมา” เขาพูด
เราเดินไปบนยอดไม้ ทางเดินและสะพานเชื่อมระหว่างห้องห้องแล้วห้องเล่าซึ่งตั้งอยู่สูงขึ้นไปเหนือพื้นดิน จากข้างล่างจะมองไม่รู้เลยว่ามีคนอาศัยอยู่บนนี้ เราไม่เห็นหรือพบใครเลยขณะที่เดินผ่านห้องนอนและบริเวณนั่งเล่น ฉันแอบมองเข้าไปในห้องและพบว่าถูกตกแต่งด้วยวัสดุที่หาได้จากในป่า อย่างกะลามะพร้าว เมล็ดถั่ว เบอรี่ หญ้า กิ่งไม้ และใบไม้ถูกจัดวางอย่างมีศิลปะเป็นที่แขวนผนังประดับ ปกหนังสือ กล่องและรูปร่างต่างๆ มีแม้กระทั่งรูปร่างเลียนแบบของสัตว์หางยาวโดยการใช้หินสีดำและขาวติดกาวเข้าด้วยกัน
“ไอรีส” ฉันพูด และชี้ไปที่รูปสัตว์เหล่านั้น “ตัวพวกนี้คืออะไร”
“ตัววอลมัวร์ ฉลาดมากและขี้เล่น ในป่านี้มีเจ้าพวกนี้เป็นล้านๆตัว และพวกมันจะอยากรู้อยากเห็นด้วย จำได้ไหมที่พวกมันแอบมองเราจากหลังต้นไม้”
ฉันพยักหน้า นึกถึงสัตว์ตัวเล็กที่ไม่เคยยืนนิ่งๆให้ฉันมองชัดๆเลย ในห้องอื่นๆ ฉันมองเห็นรูปเหมือนของสัตว์พวกนี้ที่ถูกทำขึ้นจากหินสีต่างๆกัน ฉันรู้สึกโหวงเหวงในอกเมื่อนึกถึงเวเลคและเหล่าสัตว์ที่เขาแกะสลักจากหิน ฉันรู้ว่าเขาจะต้องชื่นชมผลงานการประดิษฐ์สัตว์เหล่านี้จากหิน บางทีฉันอาจจะส่งไปให้เขาสักตัว
ฉันไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ฉันจะได้พบเขาอีกครั้ง ท่านผู้บัญชาการได้เนรเทศฉันมาไซเทียเมื่อเขาพบว่าฉันมีพลังวิเศษ ถ้าฉันกลับไปไอเซีย คำสั่งประหารของท่านผู้บัญชาการจะมีผลในทันที แต่เขาไม่เคยบอกว่าห้ามไม่ให้ฉันติดต่อกับเพื่อนในไอเซีย
ในเวลาไม่นานฉันก็ได้คำตอบว่าทำไมเราจึงไม่พบใครเลยระหว่างเดินทางในหมู่บ้าน เราเดินเข้าไปในห้องขนาดใหญ่รูปวงกลมซึ่งมีคนประมาณสองร้อยคนชุมนุมกันอยู่ ดูเหมือนกับว่าทุกคนในหมู่บ้านมารวมกันอยู่ที่นี่นี่เอง ผู้คนนั่งอยู่บนม้านั่งไม้แกะสลักซึ่งตั้งอยู่รอบๆหลุมไฟขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นจากก้อนหิน
เสียงพูดคุยเงียบลงในวินาทีที่เราก้าวเข้าไปในห้อง สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่ฉัน ทำให้ฉันรู้สึกขนลุก ฉันรู้สึกราวกับว่าพวกเขาพิจารณาทุกตารางนิ้วบนใบหน้าของฉัน บนเสื้อผ้าและรองเท้าบูทเปื้อนโคลน จากสีหน้าของพวกเขา ฉันเข้าใจว่าฉันคงจะไม่ผ่านการพิจารณา ฉันระงับความปรารถนาที่จะเข้าไปแอบหลังไอรีส รู้สึกเสียใจที่ไม่ยอมถามไอรีสเกี่ยวกับพวกซัลทาน่าให้มากกว่านี้
ในที่สุด มีชายสูงอายุก้าวออกมาข้างหน้า “ฉันคือบาวอล คาคาโอ ซัลทาน่า สมาชิกอาวุโสของครอบครัวซัลทาน่า เธอคือ เยเลน่า ลีอาน่า ซัลทาน่า ใช่หรือไม่”
ฉันลังเล ชื่อนั้นช่างฟังดูเป็นทางการ เป็นอันหนึ่งอันเดียว และฟังดูแปลกประหลาดเหลือเกิน “ฉันชื่อเยเลน่า” ฉันพูด
ชายหนุ่มที่ดูมีอายุมากกว่าฉันสักสองปีเดินทะลุกลุ่มคนออกมา เขาหยุดอยู่ข้างๆผู้อาวุโส และหรี่ตา สายตาสีเขียวหยกของเขาจ้องเข้ามาในตาฉัน ความรู้สึกผสมรวมระหว่างความเกลียดชังและขยะแขยงปรากฏขึ้นบนใบหน้าเขา ฉันรู้สึกถึงพลังวิเศษเข้ามากระทบตัวฉันชั่ววูบ
“เธอฆ่าคนมาก่อน” เขาตะโกน “ตัวเธอเหม็นกลิ่นคาวเลือด”
สิมิลัน
08 ก.ย. 2011 เวลา 23:16 น.
ขอบคุณคนเขียนนะเจ้าคะ
ไม่มีเวเลค คิดถึงเวเลค T_T